วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โลก ดาราศาสตร์ และ อวกาศ

วัฏจักรของหิน ( Rock cycle )
จากการที่เปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้หินประเภทหนึ่งเปลี่ยนไปตามหินอีกประเภทหนึ่งได้โดยเริ่มต้นจากหินหนืดได้เย็นตัวลงกลายเป็น หินอัคนีเมื่อหินอัคนีเกิดการผุกร่อนเนื่องจากธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์ โดยมีกระแสลมและกระแสน้ำช่วยพัดพาตะกอนไปทับถมกัน และมีวัตถุประสานเกิดเป็นหินตะกอนขึ้น เมื่อหินอัคนีและหินตะกอนได้รับความร้อนและแรงกดดันภายในโลกเปลี่ยนเป็นหินแปร และหินแปรที่ถูกแรงอัดให้ลึกลงไปใต้ผิวโลก จะหลอมเหลวกลับเป็นหินหนืดได้อีก กระบวนการเกิดการเปลี่ยนแปลงและการหมุนเวียนของหินอัคนี หินตะกอน และหินแปรเช่นนี้ เรียกว่า วัฏจักรของหิน

แร่ (Minerals)ข้อมูลทั่วไปของแร่
แร่(Minerals) เป็นสารประกอบอนินทรีย์ หรือ ธาตุที่เกิดโดยธรรมชาติ รวมทั้งสารประกอบอินทรีย์บางอย่าง เช่น ถ่านหินและน้ำมันด้วย ถ้าจะให้ละเอียดยิ่งขึ้นก็กล่าวได้ว่า แร่มีส่วนประกอบทางเคมีซึ่งเขียนสูตรเคมีแทนได้ และมีคุณสมบัติทางเคมี ทางฟิสิกส์ และทางแสงเฉพาะตัว จะเปลี่ยนแปลงบ้างก็อยู่ในขอบเขตจำกัด ลักษณะของแร่นั้น จะเห็นว่าเป็นสารที่มีเนื้อเดียวกัน (Homogeneous Substanece) แต่ที่กล่าวว่ามีส่วนประกอบทางเคมีและเขียนสูตรทางเคมีและเขียนสูตรเคมีแทนได้นั้น อธิบายได้ง่ายๆ เช่น ที่เราเรียกตะกั่ว กาลีนานั้น ประกอบด้วยธาตุ 2 ธาตุ คือ ธาตุตะกั่ว ใช้สุญทางเคมี Pb กับธาตุกำมะกัน สัญลักษณ์ทางเคมี S เมื่ออยู่ในสภาพตะกั่วกาลีกามีสูตรเป็น PDS ซึ่งต้องนำมาถลุงไล่กำมะถันออกไปจึงจะได้โลหะตะกั่ว ดังนี้เป็นต้นแร่อื่นๆก็เช่นเดียวกัน อาจจะประกอบด้วยธาตุเพียงธาตุเดียว เช่น แร่ทองแดง (Au) เพชร (C) ฯลฯ หรือแร่อาจจะประกอบด้วยธาตุ 3 ธาตุก็มี ที่ประกอบด้วยธาตุมากกว่านี้ก็มี อันจะได้กล่าวต่อไป สำหรับคุณสมบัติทางเคมีนั้น หมายถึง การที่มีแร่ปฏิกิริยาเป็นฟองฟู่กับกรดเกลือ เป็นต้น นอกจากนั้น แร่ยังให้สีของเปลวไฟเมื่อถูกกับเปลวไฟ แต่จะเป็นสีอะไรนั้น แล้วแต่ว่าแร่นั้นจะมีธาตุอะไรประกอบอยู่ เช่น ถ้ามีแคลเซียมจะให้เปลวสีอิฐ เป็นต้น ส่วนคุณสมบัติทางฟิสิกส์ หมายถึงลักษณะต่างๆ ของแร่ เช่น รูปร่างสี รอยแตก ความแข็ง ความเหนียว น้ำหนัก ความวาว และอื่นๆ คุณสมบัติ ทางฟิสิกส์ต่างๆ เหล่านี้มีประโยชน์มาก เพราะสามารถนำไปตรวจสอบแร่ได้อย่างง่ายๆ
แร่ หมายถึง ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ที่พบได้ทั้งในดิน ในหิน ในน้ำและในอากาศ แร่ที่พบในลักษณะที่เป็นธาตุ ได้แก่ ทองคำ ทองคำขาว และเงิน ส่วนใหญ่แล้วจะพบในรูปของสารประกอบอนินทรีย์ เช่น สารประกอบออกไซด์ ( มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ ) สารประกอบซัลไฟด์ ( มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ) และสารประกอบคาร์บอเนต
แร่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป (exhausting natural resources ) มนุษย์รู้จักนำแร่มาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตในทุกยุคทุกสมัย เช่น ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนใช้ผลิตเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ เช่น เครื่องจักร เครื่องยนต์ ยวดยานพาหนะ อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องอำนวยความสะดวกสบาย เช่น ส่วนประกอบของสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ใช้ทำอุปกรณ์ไฟฟ้า ใช้ทำโลหะผสม ใช้ทำเครื่องประดับ เช่น เชื้อเพลิงให้ความร้อน เป็นต้น
แร่ต่าง ๆ มีลักษณะการกำเนิดแตกต่างกัน เช่น เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืด ( magma ) ที่ร้อนและหลอมเหลวอยู่ภาคใต้เปลือกโลก หรือเกิดจากปฏิกิริยาเคมีของธาตุหรือสารประกอบใต้ความกดดันและอุณหภูมิที่พอเหมาะ หรือเกิดจากการละลายของน้ำร้อนหรือก๊าซร้อน เช่น บริเวณใต้ปล่องภูเขาไฟหรือบ่อน้ำพุร้อน น้ำร้อนเหล่านี้จะละลายแร่ธาตุต่างๆ เมื่อน้ำร้อนเย็นตัวลงแร่จะตกผลึกกลายเป็นสายแร่ แทรกตัวอยู่ตามรอยแตกหรือช่องว่างในหิน แร่บางชนิดใช้เวลาในการเกิดเป็นแสน ๆ ปี หรือล้านปี ภายใต้อิทธิพลของความร้อนและความดัน
แร่ หมายถึง สารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ประกอบด้วยธาตุหรือสารประกอบซึ่งเป็นของแข็ง มีลักษณะเป็นผลึก เกิดขึ้นจากวิธีการทางอนินทรียเคมีตามธรรมชาติ สมบัติทางกายภาพของแร่ ได้แก่ รูปผลึก แนวแตก สี ความแข็ง สีผงละเอียด ความวาว และความหนาแน่นสัมพัทธ์ แร่บางชนิดแม่เหล็กดูดติด บางชนิดก็นำไฟฟ้าได้
ประเทศไทยมีทรัพยากรหินและแร่กระจายอยู่ทุกภาคของประเทศ ทรัพยากรหินประเภทหินอัคนี หินตะกอน และหินแปรนั้นมีพบเป็นแหล่งๆ โดยที่หินอัคนีมักเป็นหินที่ดันแทรกตัวขึ้นมา มีปะปนอยู่กับหินปูนและหินตะกอนซึ่งมีอยู่ทั่วไป ประเทศไทยมีแหล่งแร่อยู่ในบางจังหวัด แร่ที่ทำรายได้สูงสุด ได้แก่ แร่ดีบุก รองลงมาคือ ยิปซัม ตะกั่ว และสังกะสี ส่วนแร่เงิน ทองคำ และอัญมณีมีอยู่ไม่มากนัก

การจำแนกแร่
แร่เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มากมายหลายชนิด มีลักษณะการเกิดและสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ถ้าเราจำแนกประเภทของแร่โดยใช้เกณฑ์การนำไปใช้ประโยชน์จะสามารถจำแนกแร่ออกได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. แร่โลหะและแร่อโลหะ จัดเป็นแร่ที่พบอยู่ในหินทั่วๆไป
แร่โลหะ เป็นแร่ที่อยู่ในรูปของสารประกอบออกไซด์ของโลหะ ซึ่งประกอบด้วยโลหะกับออกซิเจน การนำแร่โลหะมาใช้ประโยชน์จะต้องทำการถลุงแร่ให้ได้โลหะบริสุทธิ์เสียก่อน แร่โลหะที่ยังไม่ผ่านการถลุงเรียกว่า
สินแร่ การถลุงแร่เป็นกระบวนการแยกเอาโลหะออกจากสินแร่โดยใช้ปฏิกิริยาทางเคมีและความร้อนสูง สินแร่ชนิดหนึ่งอาจมีโลหะอยู่เพียงชนิดเดียวหรือสองชนิดก็ได้ เช่น สินแร่ดีบุกถลุงแล้วจะให้ดีบุกเพียงชนิดเดียว สินแร่ทองแดงถลุงแล้วอาจให้โลหะทองแดง ตะกั่ว สังกะสี และทองคำ สินแร่กาลีนาถลุงแล้วจะได้ตะกั่ว สินแร่
บอกไซด์เมื่อถลุงแล้วจะได้อลูมิเนียม เป็นต้น
ตัวอย่างแร่โลหะที่สำคัญ เช่น ตะกั่ว สังกะสี ดีบุก ทองแดง แมงกานีส พลวง โครเมียม เป็นต้น
แร่อโลหะ เป็นแร่ที่มีสารอโลหะเป็นองค์ประกอบเป็นส่วนใหญ่ แร่อโลหะไม่ต้องมีการถลุง สามารถขุดแล้วนำมาใช้ได้เลย ตัวอย่างแร่อโลหะที่สำคัญมีดังนี้
1. กำมะถัน ทำดินปืน ไม้ขีดไฟ ใช้ในอุตสาหกรรมเคมี
2. ใยหิน ทำวัสดุทนไฟ
3. ยิปซัม ทำปูนซีเมนต์ ปูนปลาสเตอร์ แป้ง ชอล์ก ปุ๋ย
4. ฟลูออไรต์ ใช้ในอุตสาหกรรมเคมี
5. โพแทสเซียม ทำปุ๋ย
6. ฟอสเฟต ทำปุ๋ย อาหารสัตว์
7. แกรไฟต์ ทำไส้ดินสอ ขั้วไฟฟ้า
8. ไมก้า ทำอุปกรณ์ไฟฟ้า
9. ควอร์ตซ์ ทำเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ วัสดุขัดสี อุตสาหกรรมแก้ว
10. เฟลด์สปาร์ ทำเครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผา อุตสาหกรรมแก้ว
2. แร่รัตนชาติ เป็นแร่อโลหะที่มีรูปผลึกที่สามารถนำมาเจียระไนหรือขัดมันให้เกิดความสวยงาม แร่รัตนชาติมีสมบัติเฉพาะตัวที่เด่นชัดในเรื่องของสี ความวาว การให้แสงผ่านและการกระทบแสง นิยมนำมาทำเครื่องประดับโดยทำการซื้อขายกันเป็นกะรัต ( 1 กะรัต เท่ากับ 200 มิลลิกรัม ) ตัวอย่างแร่รัตนชาติ เช่น เพชร ทับทิม ไพลิน บุษราคัม เพทาย มรกต โกเมน ไพทูรย์ หยก เป็นต้น
3. แร่กัมมันตรังสี เป็นแร่ที่มีสภาพของนิวเคลียสไม่เสถียรจะมีการปล่อยรังสีออกจากอะตอมอยู่ตลอดเวลาและเมื่อสิ้นสุดการสลายตัวจะได้ธาตุใหม่เกิดขึ้น แร่กัมมันตรังสีจัดเป็นแร่ที่ให้พลังงานอย่างมหาศาล ซึ่งปัจจุบันสามารถนำรังสีที่ปลดปล่อยออกจากแร่กัมมันตรังสีมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า รักษาโรคมะเร็ง ถนอมผลผลิตจากการเกษตร คำนวณหาอายุของโลก ทำระเบิดนิวเคลียร์ เป็นต้น ตัวอย่างแร่กัมมันตรังสี เช่น ยูเรเนียม โคบอลต์-60 เป็นต้น
4.แร่เชื้อเพลิง เป็นแร่ที่จัดว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่อเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก มีทั้งชนิดที่สามารถขุดนำมาใช้ประโยชน์ได้เลย และชนิดที่ต้องนำมาผ่านกระบวนการกลั่นก่อน เช่น
ถ่านหิน เป็นแร่เชื้อเพลิงที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอนที่เกิดจากการทับถมกันของซากพืชและซากสัตว์ ถ่านหินมีหลายชนิด ได้แก่ ลิกไนต์ บิทูมินัส และแอนทราไซต์ ถ่านหินที่นำมาใช้ประโยชน์โดยตรง ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ถ้านำมาอบจะได้ก๊าซเชื้อเพลิงและน้ำมันดิบ
ก๊าซธรรมชาติ เป็นแร่เชื้อเพลิงที่มักพบว่าเกิดร่วมกับน้ำมันดิบ เรานำก๊าซธรรมชาติมาใช้ประโยชน์สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และใช้หุงต้มในอาคารบ้านเรือน
เป็นแร่เชื้อเพลิงที่เป็นหินชั้น ลักษณะ หินน้ำมันเม็ดหินจะละเอียด มีสีดำหรือสีเทา ถ้านำไปอบด้วยความร้อนสูงจะให้น้ำมันดิบที่สามารถนำไปกลั่นให้เกิดน้ำมันได้เช่นกันน้ำมันดิบหรือปิโตรเลียม เป็นแร่เชื้อเพลิงที่เกิดจากการทับถมกันของซากพืชและซากสัตว์ จนกระทั่งแปรสภาพกลายเป็นของเหลวจำพวกไฮโดรคาร์บอนที่มีธาตุไฮโดรเจนและคาร์บอนเป็นธาตุหลัก น้ำมันดิบจะต้องนำไปผ่านกระบวนการกลั่นลำดับส่วนก่อนจึงจะได้น้ำมันที่ใช้กับยานพาหนะต่างๆ เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล เป็นต้น
ประเทศไทยมีทรัพยากรหินและแร่กระจายอยู่ทั่วทุกภาค ทรัพยากรหินประเภทหินอัคนี หินตะกอน และหินแปรนั้นมีพบเป็นแหล่งๆ โดยที่หินอัคนีจะเป็นหินที่ดันแทรกตัวขึ้นมา มีปะปนอยู่กับหินตะกอน ซึ่งมีอยู่ทั่วไป ในส่วนของแร่นั้นประเทศไทยมีแหล่งแร่อยู่ในบางจังหวัด
นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีพลังงานความร้อนใต้พิภพจำพวกบ่อน้ำร้อนหรือน้ำพุร้อนกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งพบมากทางภาคเหนือ อย่างไรก็ตามแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพยังเป็นแหล่งขนาดเล็ก จึงใช้ประโยชน์ได้ไม่มากนัก

ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/18325?page=0%2C0

โลก ดาราศาสตร์ และ อวกาศ

หินตะกอน (Sedimentary Rocks)
เมื่อตะกอนของเศษหิน ซากพืช ซากสัตว์ทับถมกันเป็นชั้นๆ ตามธรรมชาติเป็นระยะเวลาอันยาวนาน และเมื่อมีวัตถุประสานหรือสารเชื่อมก็จะจับตัวกันเป็นก้อนแข็งกลายเป็นหินที่เรียกว่า หินตะกอน หรือ หินชั้น
ลักษณะเด่นของหินตะกอนหรือหินชั้น คือ จะมีชั้นหินปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ชั้นหินดังกล่าวนี้จะมีความหนา ตั้งแต่ 2-3 เซนติเมตร ไปจนถึงหลายเมตร นอกจากนี้ในเนื้อหินอาจปรากฏซากพืชและสัตว์ดึกดำบรรพ์อยู่
หินตะกอนเกิดจากการผุพังของหินชนิดใดก็ได้ที่ผิวโลก แล้วถูกแรงน้ำ แรงลมพัดพาทับถมอัดตัวกันหรือตกตะกอน เช่น ทราย เศษหิน ดิน โคลน รวมทั้ง ซากพืชซากสัตว์ โดยมีวัตถุประสานให้ติดกัน หรือ
สิ่งต่างๆที่แขวนลอยในน้ำจะเกิดการตกตะกอนในธรรมชาติ กระบวนการที่สำคัญในการเกิดหินตะกอนคือ การกัดร่อน การผุพัง การพัดพา การสะสมตัวหรือการตกตะกอน และการแข็งตัวกลายเป็นหิน กล่าวคือหลังจากที่หินถูกกัดกร่อนผุพังกลายเป็นตะกอน ต่อมาตะกอนเหล่านั้นถูกน้ำ ลม ธารน้ำแข็ง และแรงโน้มถ่วงของโลก พัดพาไปตามความลาดชันของพื้นที่จากภูเขาลงสู่ที่ราบตามแม่น้ำ ลำคลอง ทะเล และมหาสมุทร เป็นต้น จนกระทั่งการพัดพาสิ้นสุดลงเนื่องจากความเร็วหรือพลังงานในการพัดพาลดลง ทำให้ตะกอนเหล่านั้นตกสะสมตัวตามสภาพแวดล้อมของบริเวณนั้น ต่อมาเมื่อระยะเวลานาน ตะกอนที่ทับถมกันมีความหนามากขึ้น น้ำหนักของตะกอนที่ทับถมกันทำให้ตะกอนอัดตัวกันแน่นมากขึ้นและสารที่แทรกอยู่ระหว่างรูพรุนของเม็ดตะกอนจะช่วยเชื่อมตะกอนให้ยึดติดกัน จนในที่สุดตะกอนที่ทับถมกันจึงแข็งตัวกลายเป็นหิน
เมื่อหินชนิดต่างๆ บนผิวโลกผุพังแล้วถูกแรงน้ำและแรงลมพาไป จะเกิดการทับ ถมของตะกอน โดยมีซิลิกา เหล็กออกไซด์ และแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นวัตถุประสานต่างๆ ให้เกิดเป็นหินตะกอน เมื่อใช้ความแตกต่างของตะกอนเป็นเกณฑ์ จะสามารถจำแนกชนิดของหินได้ดังนี้

ชนิดของหินตะกอน
ชนิดของหินลักษณะเนื้อหิน/การเกิดประโยชน์แหล่งที่พบ
1. หินกรวด (Conglomerate)- เกิดจากตะกอนของกรวด
- เนื้อหยาบมาก ประกอบด้วยเศษหินหรือแร่ขนาดใหญ่ในลักษณะของกรวดต่างๆ ปนรวมกันอยู่กับเศษตะกอนเล็กละเอียด
- ใช้ในงานก่อสร้าง ทำถนน- พบได้ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทุกจังหวัดและบางแห่งทางใต้
2. หินทราย (Sandstone)- เกิดจากตะกอนของทราย
- มีลักษณะแข็ง เนื้อหยาบ สาก มีหลายสีประกอบด้วยเม็ดทรายล้วนๆ เกาะกันเป็นก้อนโดยมีซิลิกา เหล็กออกไซด์หรือแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นวัตถุประสาน
- ใช้ในการก่อสร้าง ทำหินลับมีด- พบที่เพชรบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี
3.หินดินดาน (Shale)- เกิดจากตะกอนของดินเหนียว เศษหิน และเศษแร่ที่มีขนาดเล็กละเอียดมากเท่ากับเนื้อดิน
- เนื้อละเอียดกะเทาะหรือหลุดออกเป็นแผ่นๆ ได้ง่าย
- ใช้ผสมทำปูนซีเมนต์ ปูพื้นทางเดิน- พบที่เลย สงขลา
4. หินปูน (Limestone)- เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์
- เนื้อแข็ง มีแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นวัตถุประสาน
- อาจพบซากพืซซากสัตว์ติดในเนื้อหิน
- ใช้ในการก่อสร้าง ทำถนน ทางรถไฟ ปูนกินกับหมาก ทำวัสดุทนไฟ ทำแคลเซียม-คาร์ไบด์ ทำปุ๋ยและสี- พบที่สระบุรี ราชบุรี เพชรบุรี
5. ศิลาแลง (Laterite)- เกิดจากการผุพังและสึกกร่อนของหินอัคนี
- มีเหล็กออกไซด์หรืออะลูมิเนียมออกไซด์เป็นวัตถุประสาน
- มีลักษณะสีน้ำตาลแดง เนื้อแข็ง มีรูพรุน
- ใช้ทำกำแพง- พบที่บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ

ซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (Fossil) ซึ่งเป็นซากพืซซากสัตว์ดึกดำ-บรรพ์ในหินปูน เป็นประโยชน์ในการสืบสานข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในอดีต
หินแปร (Metamorphic rock)
เมื่อหินอัคนีย์และหินตะกอนได้รับความร้อนและแรงกดดันภายในโลกจะทำให้โครงสร้างและองค์ประกอบเปลี่ยนแปลงไปชนิดของหินแปร
เมื่อหินอัคนีและหินตะกอนได้รับความร้อนและแรงกดดันภายในโลกทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทั้งชนิดแร่ประกอบหินและโครงสร้างของเนื้อหินจนเกิดเป็นหินแปร โดยหินอัคนีและหินตะกอนที่มีส่วนประกอบหลายอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อถูกความร้อนและแรงกดดันจะเปลี่ยนเป็นหินแปร โดยส่วนประกอบที่เห็นเด่นชัดแต่เดิมจะถูกอัดเข้าหากัน เกิดการเรียงตัวต่อกัน ทำให้มองเห็นเป็นริ้วขนาน ส่วนหินอัคนีและหิน ตะกอนที่ดูส่วนประกอบ ไม่เห็นเด่นชัดเมื่อถูกแรงอัดก็เพียงแต่เห็นว่ามีเนื้อแน่นขึ้นเท่า นั้น ไม่เห็นเป็นริ้วขนาน หินแปรที่มีรอยขนาน ได้แก่ หินชนวน หินไนส์ หินชีสต์ และหินฟิลไลต์ ส่วนหินแปรที่ไม่มีรอยขนาน ได้แก่ หินอ่อนและหิน ควอร์ตซ์ไชต์ หินแปรมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีลักษณะต่าง ๆ กัน

ชนิดของหินลักษณะเนื้อหิน/การเกิดประโยชน์แหล่งที่พบ
1. หินไนส์ (Gneiss) - แปรมาจากหินแกรนิตหรือหินกรวด
- มีผลึกเรียงกันเป็นริ้วขนาน
- แข็งและทนทาน
- มีทั้งเนื้อหยาบและละเอียด
- ใช้ทำครก โม่ กำแพง- พบที่ชลบุรี กาญจนบุรี ชุมพร
2. หินชนวน (Slate)- แปรมาจากหินดินดาน
- เนื้อแน่นละเอียด ผิวเรียบ
- หลายสี มีรอยขนาน
- สามารถแซะออกจากกันเป็นแผ่น
- ทำกระดานชนวน ใช้มุงหลังคา
- ทำแผ่นปูพื้นทางเดินในสวน
-พบตามเส้นทางถนนมิตรภาพ
ก่อนถึงปากช่อง
3. หินอ่อน ( Marble ) - แปรมาจากหินปูน
- มีทั้งละเอียดและเนื้อหยาบ จนเห็นผลึก
- ไม่มีริ้วขนาน
- เมื่อขัดผิวหน้าจะมันวาว
- หินอ่อนที่บริสุทธิ์จะมีสีขาว แต่ถ้ามีสารที่มลทินเจือปนอยู่ในเนื้อหิน จะทำให้หินอ่อนมีสีต่าง ๆ
- ใช้ทำอนุสาวรีย์ แกะสลัก- พบที่สระบุรี นครนายก ยะลา
4. หินฟิลไลต์
(Phyllite)
- แปรมาจากหินชนวน
- เนื้อหยาบ ผิวนวล
- มีริ้วขนานที่มักจะคดโค้งเป็นลูก คลื่นเล็กๆเห็นได้ชัด
- ใช้เป็นวัสดุถมถนนชั่วคราว เพราะเป็นหินที่มีคุณภาพไม่ดี - พบที่ราชบุรี กาญจนบุรี
5. หินซีสต์
(Schist)
- แปรจากหินแกรนิตหรือหินดินดาน
- เนื้อหยาบมาก ผิวมีรอยแตกขรุขระ
มีริ้วขนาน
ใช้ในการก่อสร้าง- พบที่บริเวณเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก
6. หินควอร์ตซ์ไซต์
(Quartzite)
- แปรมาจากหินทรายหรือหินกรวด
- เนื้อแน่น แข็งแกร่งมาก
- เมื่อแตกจะมีรอยแตกเว้าโค้งแบบก้นหอย
- ใช้รองพื้นถนน เป็นหินผสมคอนกรีต
- ทำหินอัดเม็ด ทำหินลับมีด และใช้ทำวัสดุทนไฟ
- พบที่ชลบุรี ราชบุรี

ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/18325?page=0%2C0

โลก ดาราศาสตร์ และ อวกาศ

หินและแร่
หิน คือ ก้อนวัตถุแข็งที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเปลือกโลก ประกอบด้วยแร่ที่เกาะรวมตัวกันอยู่ หินแต่ละชนิดมีสมบัติทางกายภาพแตกต่างกัน เช่น เนื้อ สี โครงสร้าง วิธีการเกิด และความแข็งแกร่งทนต่อการกัดเซาะพังทลาย เป็นต้น
นักธรณีวิทยาแบ่งหินตามการเกิดหรือวิธีการเกิดออกเป็น 3 ประเภท คือ หินอัคนี หินตะกอน และหินแปร
หินอัคนีเกิดจากการเย็นตัวและแข็งตัวของหินหนืด หินอัคนีมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีลักษณะและ คุณสมบัติบางอย่างแตกต่างกัน
หินตะกอนเกิดจากการทับถมของตะกอนในธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสานหรือเกิดการทับถมของซากพืชและซากสัตว์
หินแปรเกิดจากหินอัคนีและหินตะกอนที่ได้รับความร้อนและแรงกดดันสูง แล้วรวมตัวกันกลายมาเป็นหินแปร
หินแต่ละชนิดจะมีลักษณะและสมบัติบางอย่างที่แตกต่างกันจึงนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่างกัน
กระบวนการเกิด การเปลี่ยนแปลงและการหมุนเวียนของหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร เรียกว่า วัฏจักรของหิน

ลักษณะทั่วไปของหิน
หินเป็นวัสดุธรรมชาติที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้ประโยชน์ ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกที่มนุษย์ยังอาศัยอยู่ในถ้ำและตามเพิงผาธรรมชาติ โดยกะเทาะหินให้มีเหลี่ยมคมเพื่อใช้เป็นอาวุธ เรียกว่าหินกะเทาะ ก่อไฟ เป็นต้น จึงเรียกมนุษย์ในสมัยนั้นว่ามนุษย์ยุคหิน ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักพัฒนาเทคโนโลยีสูงขึ้นจึงได้นำหินมาใช้ประโยชน์ ในการ ก่อสร้างที่อยู่อาศัย อาคาร และศาสนาต่างๆตลอดจนดัดแปลงทำเครื่องใช้ เครื่องประดับ ปัจจุบันมนุษย์ ก็ยังใช้ประโยชน์จากหินอย่างแพร่หลาย เช่น ใช้หินปูนผสม ปูนซีเมนต์ในการก่อสร้าง ใช้หินแกรนิต หินอ่อน
ปูพื้นบ้าน ตกแต่งอาคาร ใช้หินทราย หินดินดาน หินชนวนปูสนาม และใช้หินปูนทำฐานรากของถนน
หิน ( Rocks )
นักธรณีวิทยาจำแนกหินตามลักษณะการเกิดได้ 3 ประเภท ดังนี้หินอัคนี ( Igneous Rocks )หินอัคนีเกิดจากการเย็นตัวของแข็งตัวของหินหนืด หินหนืดเมื่ออยู่ภายในเปลือกโลกเรียกว่า แมกมา ( Magma ) และเมื่อผุดพ้นออกจากผิวโลก เรียกว่า ลาวา ( Lava ) การเย็นตัวของแมกมามักจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ส่วนการเย็นตัวของลาวาจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้หินอัคนีมีลักษณะต่าง ๆ กัน
หินอัคนีเกิดจากการเย็นตัวและแข็งตัวของหินหลอมละลายที่เรียกว่าหินหนืดซึ่งไหลออกมายังส่วนที่เป็นชั้นของเปลือกโลก ถ้าหินหนืดที่หลอมละลายอยู่ภายในเปลือกโลกเราเรียกว่า แมกมา แต่ถ้าหินหนืดเหล่านั้นผุดขึ้นมาบนผิวโลกเราเรียกว่า ลาวา ดังนั้นเราจะพบหินอัคนีทั้งภายในและภายนอกของเปลือกโลก ลักษณะของหินอัคนีโดยทั่วไปจะเป็นผลึก ไม่มีชั้นปรากฏให้เห็น และไม่มีซากดึกดำบรรพ์อยู่ในเนื้อหินประเภทนี้เลย
การเย็นตัวและการแข็งตัวของหินหนืดที่อุณหภูมิต่างกันทำให้หินอัคนีมีขนาดของผลึกแตกต่างกัน
นักธรณีวิทยาได้ใช้จุดกำเนิดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาแบ่งหินอัคนี ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ1. หินอัคนีที่แข็งตัวอยู่ในเปลือกโลกระดับลึก ( Intrusive Igneous Rock ) หินกลุ่มนี้เป็นมวลหินอัคนีขนาดใหญ่ เนื้อหยาบและแข็งตัวอยู่ใต้ผิวโลก หินกลุ่มนี้มีหินสำคัญที่ควรรู้จัก เช่น
1. หินแกรนิต ( Granite ) เป็นหินอัคนีที่เนื้อหินส่วนใหญ่ประกอบด้วยแร่ เขี้ยวหนุมาน ( Quartz ) และแร่ฟันม้า ( Feldspar ) โดยมีแร่ชนิดอื่นๆปะปนอยู่บ้าง เช่น แร่ไมก้า แร่ฮอร์นเบลนด์ แร่แต่ละชนิดมีสีต่างกัน แร่เขี้ยวหนุมานใสหรือขาวขุ่น แร่ฟันม้ามีสีขาวด้านๆ สำหรับแร่ฮอร์นเบลนด์จะมีสีดำเขียวคล้ำ จึงทำให้เราสังเกตเห็นหินแกรนิตมีลักษณะเป็นดอกเป็นดวงปะปนอยู่ในมวลหิน ทั้งนี้เนื้อหินโดยทั่วไปแข็งค่อนข้างหยาบ
2. หินไดออไรต์ (Diorite ) เป็นหินอัคนีที่เนื้อหินมากกว่าร้อยละ 60 ประกอบด้วยแร่ฟันม้าที่มีสีขาวและสีเขียวคล้ำหรือเขียวแก่ รวมทั้งแร่ฮอร์นเบลนด์จึงทำให้เรามองเห็นเนื้อหินไดออไรต์เป็นดอกโดยทั่วไปในเนื้อหิน
3. หินเพอริโดไทต์ ( Peridotite ) เป็นหินอัคนีที่มีปริมาณแร่ซิลิกาอยู่จำนวนน้อย โดยส่วนใหญ่ประกอบด้วยแร่ไพร็อกซินและออลิวีน หินจำพวกนี้เป็นต้นกำเนิดของเพชร เช่น ในประเทศสหภาพแอฟริกาใต้ นอกจากนี้บางแห่งยังเป็นต้นกำเนิดของแร่ใยหินและโครเมียม
4. หินดูไนต์ ( Dunite ) เป็นหินอัคนีที่ปรากฏอยู่ใต้ผิวโลก มีจำนวนน้อยมาก เนื้อของหินประกอบด้วยแร่ ออลิวีน ที่มีสมบัติทางเคมีเป็นเบสอย่างมาก
2. หินอัคนีที่ขึ้นมาแข็งตัวบนผิวโลก ( Extrusive Igneous Rock ) เป็นหินอัคนีที่เกิดจากลาวาที่ไหลออกมาเย็นตัวอยู่ภายนอกผิวโลก
ลักษณะของเนื้อหินจะมีความละเอียดและหยาบไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอัตราการแข็งตัวของลาวา หินกลุ่มนี้มีหินสำคัญที่ควรรู้จัก เช่น

  1. หินออบซิเดียน (Obsidian) เป็นหินอัคนีที่เกิดจากลาวาที่ไหลออกมาแข็งตัวภายนอกผิวโลกอย่างรวดเร็วมาก เนื้อหินละเอียด มีรอยแตกคล้ายรอยแตกของแก้ว มีสีน้ำตาลแก่ไปจนถึงสีดำ นักธรนีวิทยาเรียกชื่อหินชนิดนี้ว่า แก้วภูเขาไฟ
    2. หินตะกรันภูเขาไฟ (Scoria) เป็นหินอัคนีที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟที่กระจายขึ้นไปในอากาศแล้วแข็งตัวตกลงมายังพื้นโลก มีสีค่อนข้างแก่ ลักษณะเนื้อหินมีรูพรุนอยู่โดยทั่วไป และมีรูขนาดใหญ่
    3. หินพัมมิซ ( Pumice ) เป็นหินอัคนีที่เกิดจากลาวาที่เย็นตัวลงอย่างช้าๆ ทำให้มีรูพรุนขนาดเล็กกว่าหินตะกรัน ภูเขาไฟ ในเนื้อหินมีฟองอากาศเล็กๆ จนดูเหมือนฟองน้ำสามารถลอยน้ำได้ จนบางครั้งเรียกกันว่า หินลอยน้ำ ใช้ทำวัสดุขัดถูภาชนะ
    4. หินบะซอลต์ (Basalt) เป็นหินอัคนีที่เกิดจากลาวาที่ยังร้อนและหลอมเหลวอยู่ ซึ่งไหลออกมาจากปล่องภูเขาไฟแล้วมาแข็งตัวอยู่บริเวณที่ต่ำลงมาขณะกระทบกับอากาศเย็นจะแข็งตัวเป็นหินสีดำหรือสีดำสนิท ดูแล้วมีลักษณะคล้ายแก้วสีดำ เนื้อแน่นภายในอาจมีรูพรุนอยู่บ้างเล็กน้อย หินชนิดนี้เป็นบ่อเกิดของแร่รัตนชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลอยชนิดต่างๆ
    โดยปกติบริเวณที่พบหินอัคนี ได้แก่ พื้นที่ที่เป็นภูเขาไฟ และบริเวณที่หินหนืดดันแทรกรอยแยกของเปลือกโลกขึ้นมา ในประเทศไทยพบหินอัคนีที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน สระบุรี เพชรบุรี บุรีรัมย์ ชลบุรีศรีสะเกษ สุราษฎร์ธานี เป็นต้น
    เนื่องจากหินอัคนีมีความแข็งแกร่งจึงนิยมนำมาทำเป็นแผ่นหินปูถนน หินที่มีลวดลายจะนำไปสลักเป็นรูปปั้นต่างๆ ทำแผ่นป้าย เสาหิน ทำครก โม่หิน ในสมัยโบราณจะนำหินที่มีเนื้อเป็นแก้วมาทำใบหอกและหัวลูกธนู เป็นต้น
    ชนิดของหินอัคนี
    หินอัคนีเป็นหินที่เกิดก่อนหินประเภทอื่น ๆ ลักษณะของหินอัคนีที่เกิดจากแมกมามักมีผลึกขนาดใหญ่ เนื่องจากแมกมามีการเย็นตัวอย่างช้า ๆ ส่วนหินอัคนีที่เกิดจากลาวามักมีผลึกเล็กละเอียดมากหรือไม่มีผลึก เนื่องจากลาวามีการเย็นตัวอย่างรวดเร็ว และถ้าลาวามีการเย็นตัวอย่างฉับพลันก็จะได้หินที่มีเนื้อเป็นแก้ว นอกจากนี้ยังมี หินอัคนีบางชนิดที่เกิดพร้อมกับการระเบิดของภูเขาไฟ หินอัคนีที่เกิดในลักษณะนี้จะมีแก๊สดันพุ่งผ่านเนื้อหินขณะเย็นตัวลง ทำให้มีลักษณะเป็นรูพรุน
 จากการที่หินอัคนีมีความแตกต่างกันซึ่งสามารถจำแนกชนิดของหินอัคนี โดยใช้เนื้อของหินเป็นเกณฑ์ได้ดังตารางต่อไปนี้
ชนิดของหินลักษณะเนื้อหิน/การเกิด ประโยชน์แหล่งที่พบ
1. หินแกรนิต
(Granite )
- มีผลึกขนาดใหญ่ แวววาว สวยงาม
- แข็งและทนทานต่อการผุพัง สึกกร่อน
- มีสีอ่อน ขาว เทา ชมพู
- เกิดจากการเย็นตัวอย่างช้า ๆ ของแมกมา
- ใช้ในการก่อสร้าง
- ประดับอาคาร
- ปูพื้น
- แกะสลัก
- ทำอนุสาวรีย์
- ทำครก
จังหวัดระยอง ชลบุรี จันทบุรี
นราธิวาส
2. หินบะซอลต์
( Basalt )
- เนื้อแน่นละเอียด
- มีผลึกขนาดเล็ก
- แข็งและทนทานต่อการผุพัง สึกกร่อน
- มีรูพรุน มีสีคล้ำ ไม่แวววาว
- เกิดจากลาวาเย็นตัวอย่างรวดเร็ว
- ใช้ในการก่อสร้าง
ทำถนน
จังหวัดจันทบุรี
กาญจนบุรี ลำปาง
ศรีสะเกษ บุรีรัมย์
ลพบุรี
3. หินออบซิเดียน
( Obsidian )
( หินแก้วภูเขาไฟ)
- เนื้อละเอียดคล้ายแก้ว
- ไม่มีผลึก
- มีสีดำ เรียบ มัน
- เมื่อแตกออก รอยแตกจะคมเหมือนแก้วแตก และเว้าเป็นก้นหอย
- เกิดจากการเย็นตัวของลาวา อย่างฉับพลัน
- ใช้ทำอาวุธสงคราม
ในสมัยโบราณ
ยังไม่พบใน ประเทศไทย
4. หินพัมมิซ (Pumice)- มีลักษณะเหมือนหินสคอเรีย แต่มีขนาดของรูพรุนเล็กๆ มีน้ำหนักเบา ชาวบ้าน เรียกว่า หินลอยน้ำ หรือหินส้ม- ใช้ทำวัสดุขูดถู- ตามชายฝั่งทะเล
5. หินแอนดีไซต์ (Andesite)- เป็นหินภูเขาไฟหรืออัคนีพุ
- เนื้อละเอียดแน่นทึบ
- มีผลึกเล็กละเอียดกระจายอยู่ในเนื้อหิน
- ทำถนน
- ทำทางรถไฟ
จ. สระบุรี,
เพชรบูรณ์
6. หินไรโอไลต์ (Rhyolite)- หินภูเขาไฟหรือหินอุคนีพุ
- มีผลึกขนาดเล็กของแร่หลายชนิดปนอยู่
- ใช้ในการก่อสร้างจ. สระบุรี,
เพชรบูรณ์

โลก ดาราศาสตร์ และ อวกาศ

ลักษณะทั่วไปของดิน
ในชีวิตประจำวัน ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับดินตลอดเวลาเช่น การตั้งบ้านเรือน การเพาะปลูก และการเลี้ยงสัตว์ มักกระทำบนดิน จากการศึกษาที่ผ่านมาทำให้ทราบว่า ดินมีส่วนประกอบ สี รูพรุนและดูดซับน้ำได้ต่างกัน ดินบางชนิดเหนียว บางชนิดร่วน จึงมีความเหมาะสมในการปลูกพืชต่างชนิดกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจลักษณะทั่วไปของดิน เราจะศึกษาลักษณะของดินในบริเวณผิวดินว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวกับสิ่งใดบ้างและอย่างไร
ในการสำรวจผิวดินบริเวณต่าง ๆ จะพบว่าดินมีส่วนประกอบที่คล้ายคลึงกันคือมีซากพืช ซากสัตว์ที่ตายทับถมปนอยู่ในดิน เมื่อเวลาผ่านไปซากสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะถูกย่อยสลายกลายเป็นฮิวมัสดินที่ดีจะมีฮิวมัสมาก มีน้ำหนักเบาและซับน้ำได้ดีทำให้ดินเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชนอกจากนี้ดินทรายยังมีรูพรุนมาก แก๊สและน้ำซึมผ่านได้ง่าย แตกต่างกับดินเหนียวที่เม็ดดินจะเกาะกันแน่นทำให้น้ำและแก๊สซึมผ่านได้ยาก เป็นสาเหตุให้พืชขาดออกซิเจน และเจริญเติบโตช้า
จากการศึกษา จะพบว่าดินมีลักษณะแตกต่างกัน โดยทั่วไปดินจะประกอบด้วย ดินเหนียว ( Clay ) ทรายแป้ง ( Silt ) ทราย เศษหิน สารอินทรีย์ น้ำ และแก๊ส ด้วยอัตราส่วนที่แตกต่างกัน เช่น ดินบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีธรณีสัณฐานเป็นที่ราบสูง ส่วนมากประกอบด้วยหินทราย หินทรายแป้ง หินกรวดมนและหินดินดาน ดังนั้นดินส่วนใหญ่บริเวณนี้จึงเป็นดินปนทราย ในพื้นที่ราบและที่ราบระหว่างเนินเขาบางแห่งมีชั้นเกลือหินแทรกสลับอยู่ในกลุ่มหินเหล่านี้ทำให้ดินในบริเวณนั้นเป็นดินเค็ม เนื่องจากมีสารละลายเกลือตกตะกอนอยู่ในเนื้อดิน

ธรณีสัณฐาน หมายถึง ลักษณะรูปร่างของพื้นผิวโลกตั้งแต่แริ่มกำเนิดแล้วมีการเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการทางธรณีวิทยาจนมีลักษณะรูปร่างอย่างที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น เป็นภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบชายฝั่ง หมู่เกาะ เป็นต้น
จะเห็นว่าลักษณะของดินแตกต่างกันตามลักษณะธรณีสัณฐาน
จากการศึกษาพบว่า ดินที่อยู่ในระดับความลึกต่างกันมักมีลักษณะต่างกัน แบ่งดินตั้งแต่ชั้นผิวจนถึงชั้นต้นกำเนิดดินออกกว้าง ๆ เป็น 4 ชั้น

โดยทั่วไปบนพื้นดินที่มีต้นไม้ปกคลุม มีเศษใบไม้ กิ่งไม้ผุพังทับถมอยู่ด้วย พื้นดินจะมีความชุ่มชื้นสูง เกิดการย่อยสลายของซากพืชและซากสัตว์ได้ดี ทำให้ผิวดินมีฮิวมัสปนอยู่มาก ดินก็มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นด้วย ดินในชั้นบนสุดนี้เรียกว่าชั้น 0 มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช จึงพบรากของพืชแผ่กระจายอยู่โดยทั่วไป
ชั้นที่อยู่ลึกถัดลงไปเป็นดินชั้น A จะมีลักษณะแตกต่างกับชั้นบนสุดค่อนข้างชัดเจน ประกอบด้วยอินทรีย์วัตถุที่สลายตัวแล้วผสมคลุกเคล้ากับแร่ธาตุในดิน
ชั้นที่อยู่ลึกถัดลงไปอีกเป็นชั้น B จัดเป็นชั้นสะสมตะกอนและแร่ที่มีองค์ประกอบของเหล็กอะลูมิเนียม คาร์บอเนต และซิลิกา เป็นต้น
สารเหล่านี้ ส่วนมากจะถูกชะล้างลงมาจากดินชั้นบน ทำให้ดินมีเนื้อแน่นมีความชื้นสูง และมีจุดประ ( mottle ) สีส้มแดง กระจายอยู่ในชั้นหน้าตัดดินเห็นได้ชัดเจนส่วนมากดินชั้นนี้เป็นดินเหนียว
สำหรับชั้นที่ลึกที่สุดคือชั้น C เป็นชั้นของหินผุและเศษหินที่แตกหักจากหินดานที่เกิดอยู่ในพื้นที่นั้น มีลักษณะเป็นก้อน เป็นพืด ซึ่งหินดานนี้จัดเป็นหินต้นกำเนินดิน
ความหนาของชั้นดินจะแตกต่างกันตามความลึกของชั้นหินดาน ถ้าชั้นหินดินอยู่ตื้นมากชั้นดินจะบาง พืชที่มีรากหยั่งจะเจริญเติบโตได้ไม่ดีดินบริเวณนี้จึงเหมาะแก่การปลูกพืชที่มีรากแผ่กระจายบริเวณผิวดิน
จากลักษณะของดินดังกล่าวจะเห็นว่าดินเกิดมาจากหิน โดยหินถูกกัดเซาะผุพังจากการกระทำของกระแสลม น้ำ ตลอดจนพืชและสัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งมนุษย์ด้วย ทำให้หินที่แข็งเปลี่ยนสภาพเป็นหินผุ ร่วน และในที่สุดแตกสลายกลายเป็นหินขนาดต่าง ๆ กัน นอกจากนั้นเมื่อพืชและสัตว์ล้มตายลงก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นอินทรีย์วัตถุผสมกับเศษหินจึงกลายเป็นดินกระบวนการเหล่านี้ใช้เวลานานมากกว่าจะเกิดเป็นชั้นดินสะสมตัวทับถมกันหนาขึ้น ในเวลาต่อมาดินเหล่านี้ก็จะถูกพัดพาจากแหล่งต้นกำเนิดไปสะสมตัวในที่ต่าง ๆ สำหรับประเทศไทยน้ำจะเป็นตัวการสำคัญที่พัดพาจากบริเวณหนึ่งไปอีกบริเวณหนึ่งตามความเอียงของพื้นที่ลงสู่ที่ราบ หรือพัดพาไปตามลำน้ำ แล้วสะสมตัวเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง นอกจากนั้นลมก็ยังช่วยพัดพาดิน ทราย และทรายแป้ง ไปสะสมตัวเป็นเนินทรายซึ่งจะพบได้มากตามแนวชายฝั่งทะเล
เนื่องจากการเกิดดินต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลานานมากดังกล่าว ดังนั้นจึงควรใช้ดินอย่างรู้คุณค่า มีการอนุรักษ์ดินและใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสมตามสภาพแวดล้อม ดินที่มีการเกิดแตกต่างกันจะมีสมบัติแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
สมบัติบางประกอบและการปรับปรุงคุณภาพของดิน
กรมพัฒนาที่ดินได้ศึกษาในบริเวณต่าง ๆ ของประเทศไทย และจัดทำแผนที่ดิน โดยจำแนกดิน
ออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ เรียกว่าชุดดิน ดังตัวอย่างในตาราง

เขตพื้นที่ ลักษณะดิน ชุดดินที่สำคัญ การใช้ประโยชน์
บริเวณที่ราบภาคกลางและที่ราบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ซึ่งเป็นที่ราบน้ำขึ้นถึงและบริเวณริมแม่น้ำเป็นต้น
ดินมีการแบ่งชั้นไม่ชัดเจน มีหน้าตัดดินชั้น A - C มีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร
บางแหล่งมีน้ำหนักมาก ดินมีความเป็น
กรดจัด มีปริมาณเกลือปนอยู่มาก
ชุดดินราชบุรี ชุดดินองครักษ์ ชุดดินพิมาย ส่วนใหญ่ใช้ทำนา ปลูกข้าว ปลูกไม้ผล เช่น ส้ม
บริเวณชายฝั่งทะเลและตะพักลำน้ำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นดินทราย ดินมีการแบ่งชั้นไม่ชัดเจน มีหน้าตัดดินชั้น A-C ความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก วัตถุต้นกำเนิดเป็นทรายและหินทราย ระบายน้ำได้ดีจนถึงดีเกินไป ชุดดินหัวหิน ชุดดินระยอง ชุดดินน้ำพอง ส่วนใหญ่ปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง สับปะรด
บริเวณลาดเขาหินปูนตามขอบที่ราบภาคกลาง และ ภูเขาตอนกลางของประเทศ ส่วนมากเป็นดินที่เกิดจากการผุพังของ หินปูนหรือดินมาร์ล มีหน้าตัดดินชั้น A-C หน้าดินจะมีสีดำ ร่วนและค่อนข้างหนา ดินชั้นล่างเป็นหินปูนที่ผุพัง มี pH 7-8 ชุดดินตาคลี ชุดดินบึงชะนัง ปลูกพืชไร่ทั่วไป เช่นข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง
บริเวณที่ราบและตะพัก ลำน้ำระดับสูง เป็นดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี มีสภาพน้ำขัง มีจุดประในเนื้อดิน มีหน้าตัดดินชั้น A- C ดินชั้นล่างมักจะเป็นชั้นดินลูกรัง มี pH ค่อนข้างต่ำ ( 4.5-5.5 ) ชุดดินเชียงราย ชุดดินลำปาง ชุดดินหล่มเก่า ชุดดินมโนรมย์ ใช้ปลูกข้าว
บริเวณพื้นที่สูงที่เป็นป่าไม้และเชิงเขาทั่วไป เป็นดินที่เกิดจากการผุพังของหินหลายประเภท มีการเรียงตัวของชั้น ดินตั้งแต่ A -C ดินชั้น A มีสีจางส่วนดินชั้น B มี สีแดงหรือเหลืองชัดเจน อาจมีเศษหิน เศษศิลาแลง ปะปนอยู่ด้วย มีค่า pH ปกติ ( 5-6 ) ชุดดินท่ายาง ชุดดินชุมพร ชุดดินหาดใหญ่ ชุดดินภูเก็ต ชุดดินโพนพิสัย ชุดดินเขาใหญ่ มักใช้ปลูกพืชไม้ ยืนต้น เช่น ปาล์ม

จากตาราง จะเห็นว่าดินในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยมีลักษณะทั่วไปแตกต่างกัน เช่น ในเขตภาคกลางที่เป็นที่ราบลุ่ม ดินจะแบ่งชั้นไม่ชัดเจน บางเหล่ามีน้ำมากใช้ปลูกข้าวเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเป็นเขตภาคกลางที่เป็นบริเวณภูเขาจะเป็นดินเหนียวมีสีดำเข้ม ถ้าเปียกจะร่วนซุย ถ้าแห้งจะแตกกระแหง เหมาะในการปลูกพืชไร่ ส่วนดินในเขตพื้นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำส่วนใหญ่มีลักษระเป็นดินร่วนและดินร่วนค่อนข้างเหนียว ส่วนดินในเขตที่ราบสูงโคราชส่วนมากเป็นดินทรายที่เกิดจากผุพังของหินทรายและหินทรายแป้ง เป็นต้น
จากการสำรวจศึกษาสภาพดินในท้องถิ่นต่าง ๆ พบว่าดินแต่ละแห่งมีการใช้ประโยชน์และการแก้ปัญหา ต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของดิน เช่น ดินบางแห่งชะล้างจากฝน สภาพพื้นผิวดินถูกเปลี่ยนแปลง อินทรีย์วัตถุในดินลดน้อยลงเรื่อย ๆ และมีการแก้ปัญหาโดยใส่ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยปรับโครงสร้างทางกายภาพของดินทำให้ดินร่วนซุยขึ้นจากข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของดินในตาราง และจากการสำรวจดิน ทำให้ทราบว่าความอุดมสมบูรณ์ของดินอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ส่วนหนึ่งเกิดจากกระบวนการตามธรรมชาติโดยการพัดพาของน้ำและลม อีกส่วนหนึ่งเกิดจากมนุษย์เข้าไปใช้ประโยชน์จนทำให้ดินเสื่อมสภาพ เช่น การปลูกพืชชนิดเดียวติดต่อกันเป็นเวลานาน การใส่สารเคมีได้แก่ปุ๋ยและสารปราบศัตรูพืชลงในดินมากเกินไป เป็นต้น ดังนั้นเราควรระมัดระวังการใช้ประโยชน์จากดินควรมีการดูแลปรับปรุงดินอยู่เสมอเพื่อให้ดินอยู่ในสภาพที่ดีสามารถเพาะปลูกได้ในระยะเวลายาวนาน
ปัญหาที่เกิดกับดินทั้งจากธรรมชาติและจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์หลายลักษณะ เช่น ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และดินฝาด เป็นต้น ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช การแก้ปัญหาดังกล่าวของดินจึงต้องใช้หลายวิธีที่แตกต่างกันดังนี้
ดินเปรี้ยว คือดินที่มีสภาพเป็นกรด ถ้าดินเปรี้ยวมาก ๆ พืชจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร เพราะสภาพทางเคมีและชีวภาพของดินได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช การปรับปรุงแก้ไขความเป็นกรดของดิน ใช้หลักการเดียวกับกฤารทำสารที่เป็นกรดให้มีสภาพเป็นกลางด้วยการใส่สารที่เป็นด่างลงไปในดินให้มีปริมาณเท่ากับความเป็นกรดทั้งหมดของดิน สารที่ใช้กันทั่ว ๆ ไปได้แก่ปูนขาว เมื่อใช้ปูนที่มีอนุภาคละเอียดและคลุกเคล้าให้เข้ากับดินมากเท่าใดปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นก็จะรวดเร็วทำให้ดินเปลี่ยนสภาพจากกรดได้เร็วขึ้นเท่านั้นดินเค็ม เป็นดินที่มีเกลืออยู่ในปริมาณมาก เนื่องจากเกลือสามารถละลายน้ำได้ดีมาก ระดับความเข้มข้นของเกลือในดินสูง ทำให้พืชไม่สามารถดูดน้ำจากดินมาเลี้ยงลำต้นไม้พืชจึงเหี่ยวและใบไหม้ การปรับปรุงมักจะใช้น้ำจืดชะล้างแล้วทำทางระบายน้ำเกลือทิ้ง หรือใส่แคลเซียมซัลเฟต หรือกำมะถันผง เพื่อปรับสภาพดินให้กลายเป็นเกลือโซเดียมซัลเฟตที่น้ำชะล้างออกได้ง่ายดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาด้านเนื้อดิน ดินประเภทนี้มีลักษณะเนื้อหยาบดูดซับน้ำและแร่ธาตุได้น้อยไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช สามารถแก้ปัญหาได้โดยใส่อินทรีย์วัตถุลงในดินอย่างสม่ำเสมอ อินทรีย์วัตถุจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มการดูดซับน้ำ และช่วยในอนุภาคดินเกาะยึดกันเป็นเม็ดที่ทนทานต่อการกัดเซาะของน้ำฝน หรือน้ำไหลบ่าได้ดีขึ้น ส่วนดินเนื้อละเอียดแน่นรากพืชชอนไชได้ยาก สามารถ แก้ปัญหาได้เช่นเดียวกับดินเนื้อหยาบ เพราะอินทรียวัตถุสามารถช่วยให้ดินมีรูพรุนและร่วนซุยมากขึ้น หรือมีการแลกเปลี่ยนแก๊ส และระบายน้ำได้ดีขึ้นอีกด้วยดินฝาด เป็นดินที่มีสภาพเป็นเบสมาก ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชเช่นกัน แต่เป็นสภาพของ ดินที่แก้ไขปรับปรุงได้ยาก มีความซับซ้อนมาก

ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/18325?page=0%2C0

โลก ดาราศาสตร์ และ อวกาศ

ดิน ประมาณ 1 ใน 4 ส่วนของพื้นผิวโลกเป็นพื้นทวีป ที่เหลืออีก 3 ใน 4 ส่วนเป็นพื้นที่มหาสมุทรพื้นทวีปส่วนใหญ่มีดินปกคลุมอยู่เป็นชั้นบาง ๆ ดินเป็นสิ่งสำหรับการยังชีพและการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์ เพราะปัจจัยหลักในการยังชีพของมนุษย์ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ล้วนได้มาจากดิน ทั้งสิ้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับดิน นักเรียนจะได้ศึกษาเกี่ยวกับลักษณะทั่วไป การกำเนิด การใช้ประโยชน์ การอนุรักษ์ และการปรับปรุงคุณภาพของดิน กำเนิดของดิน
ดินเกิดจากการสลายตัวของหิน ผสมกับอินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อยผุพัง โดยอาศัยเวลาและการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อินทรียวัตถุเกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังของสิ่งมีชีวิตในดิน รวมทั้งเกิดจากการกระทำของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในดิน เช่น ไส้เดือน แมลง และแบคทีเรีย ทำให้เกิดการเปลี่ยนสภาพกลายเป็นดิน อินทรีวัตถุเหล่านี้ เรียกว่า ฮิวมัส (humus) ที่มีสีดำหรือสีน้ำตาล ซึ่งปกคลุมอยู่ที่ผิวโลกลึกประมาณ 6-12 นิ้ว เป็นชั้นของดินที่เปลี่ยนแปลงมาจากหินเป็นเวลานานแล้ว จะผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุ ดินชั้นบนๆ จึงมีความอุดมสมบูรณ์กว่าชั้นล่างๆ

การเกิดดิน อาศัยปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 1. วัตถุกำเนิดดิน วัตถุกำเนิดดินก็คือ หิน เมื่อหินเกิดการผุพังตามธรรมชาติด้วยกระบวนการทางเคมี ฟิสิกส์และชีวะวิทยาจะทำให้หินแตกสลายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นอกจากนี้ยังมีอินทรียวัตถุพวกซากพืชซากสัตว์ที่สลายตัวโดยการกระทำของจุลินทรีย์และสัตว์ต่างๆ ในดิน 2. ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศที่มีอิทธิพลต่อการเกิดดิน คือ ความชื้น หือปริมาณน้ำฝนที่ช่วยกัดกร่อนหินให้กลายเป็นดิน อุณหภูมิ ช่วยให้เกิดปฏิกิริยาเคมีได้ดี และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียได้ดีด้วย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากลมที่ช่วยกัดกร่อนหินและพัดพาดินจากบริเวณหนึ่งไปยังบริเวณหนึ่ง 3. กาลเวลา การเกิดดินจากการพังทลายของหิน ต้องอาศัยเวลา ถ้าเวลายิ่งนาน การพังทลายของหินยิ่งเกิดขึ้นมาก และเกิดการสะสมทับถมของอินทรียวัตถุยิ่งมาก ทำให้ส่วนประกอบของเนื้อดินเปลี่ยนไป ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น การสร้างดินใหม่หนา 1 เซนติเมตร จากหินต้นกำเนิดต้องใช้เวลานับร้อยๆปี ดินในเขตอากาศ ชุ่มชื้น และมีพื้นที่เป็นทราย การจะพัฒนาเป็นดินได้ครบทุกขั้นต้องใช้เวลา 100-200 ปี ดินในป่าดิบชื้นบางแห่งการพัฒนาดินอาจต้องใช้เวลาเป็นพันๆปี ก็ได้ 4. สิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์มีส่วนช่วยทำให้หินแตกสลายเป็นดิน เช่น สัตว์มาเหยียบย่ำ พืชมีรากที่ซอนไซลงไปตามรอยร้าวของหินและดันให้หินแตกออก นอกจากนี้เมื่อพืชและสัตว์ตายลง จะเกิดการเน่าเปื่อยผุพังเพื่อกลายเป็นฮิวมัสต่อไป ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น 5. ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นราบ จะมีชั้นดินหนากว่าภูมิประเทศลาดเอียง เนื่องจากเกิดการสะสมหรือทับถมของดินจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำตลอดเวลา ทำให้มีแร่ธาตุ สารอินทรีย์และเม็ดดินมากกว่า
องค์ประกอบของดิน
องค์ประกอบของดิน มีทั้งของ แข็งของเหลว และก๊าซ
องค์ประกอบของดินที่เป็นของแข็ง ได้แก่ สารอนินทรีย์ และสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ได้แก่แร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในเนื้อดิน ซึ่งมีปริมาณแตกต่างกัน แร่ธาตุที่มีอยู่ในดินและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพเเทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก แมงกานีส โบรอน ทองแดง สังกะสี โมลิบดีนัม และคลอรีน แร่ธาตุเหล่านี่ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
องค์ประกอบของดินที่เป็นของเหลว คือ น้ำที่อยู่ในดินทำให้ดินชุ่มชื้น และพืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้
องค์ประกอบของดินที่เป็นก๊าซ คือ อากาศที่แทรกอยู่ระหว่างเม็ดดิน อากาศนี้จำเป็นในการหายใจของ สิ่งมีชีวิตในดิน และช่วยในการงอกของเมล็ด ดินที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชโดยทั่วไปนั้นประกอบด้วย แร่ธาตุๆ ที่สลายตัวปะปนอยู่กับสารอินทรีย์ น้ำและอากาศ ในอัตราส่วนโดยประมาณ ดังนี้ คือ แร่ธาตุ 45% อากาศและน้ำอย่างละ 25% ที่เหลืออีก 5% คือสารอินทรีย์หรือ ฮิวมัส
องค์ประกอบของดิน ประกอบด้วยส่วนประกอบ 4 ส่วน คือ
1. สารอนินทรีย์ ได้แก่ แร่ธาตุ ๆ ที่ได้จากการสลายตัวของหิน
2. สารอินทรีย์ ได้จากการเน่าเปื่อยผุพังของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์
3. น้ำในดิน เป็นน้ำที่อยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน
4. อากาศในดิน จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของรากพืชและจุลินทรีย์ในดิน ชั้นของดิน เมื่อขุดลงไปตามความลึกในแนวดิ่ง จะสังเกตเห็นดินทับถมกันเป็นชั้นๆ และมีสีแตกต่างกัน จะแบ่งออกได้เป็น 5 ชั้น ดังนี้
1. ชั้นผิวดิน (surface soil) เป็นดินที่อยู่ชั้นบนสุด มีใบไม้ กิ่งไม้ ที่เพิ่งร่วงหล่นลงมา และเริ่มเน่าเปื่อยผุพังแล้วบางแล้ว จึงเป็นชั้นที่มีสารอินทรีย์คลุกเคล้าอยู่
2. ดินชั้นบน (top soil) เป็นชั้นที่มีสารอินทรีย์ที่เกิดจากการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ หรือเรียกว่า ฮิวมัส อยู่มาก
3. ดินชั้นล่าง ( sub soil ) เป็นชั้นของดินที่มีการทับถมกัน ลักษณะดินจะละเอียดกว่า เม็ดดินมีขนาดเล็กกว่าดินชั้นบน
4. ชั้นของวัตถุต้นกำเนิดดิน ( parent material ) เป็นชั้นที่อยู่ลึกลงไป ชั้นนี้มีซากอินทรียวัตถุอยู่ชั้นนี้เกิดจากการสลายตัวทางกายภาพและทางเคมีของชั้นหินดาน
5. ชั้นหินดาน ( bed rock ) เป็นชั้นหินแข็งที่อยู่ลึกที่สุด ประกอบด้วยหินก้อนใหญ่เรียงกันที่เรื่อมผุพังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้กำเนิดดินชั้นบนๆ ขึ้นมา

สมบัติของดิน
ดินในแต่ละบริเวณมีสมบัติแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วัตถุต้นกำเนิดดิน และปริมาณขององค์ประกอบต่างๆที่อยู่ในดิน จากสมบัติของดินที่แตกต่างกันเป็นเครื่องกำหนดว่าดินแต่ละพื้นที่ควรใช้ประโยชน์ในกิจกรรมใด ที่นำมาพิจารณากำหนดคุณภาพของดิน ได้แก่ เนื้อดิน ลักษณะเนื้อดินที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่มีสาเหตุมาจากวัตถุต้นกำเนิดดิน ได้แก่
- ดินทราย เป็นดินที่กำเนิดมาจากดินทราย จึงมีอนุภาคขนาดค่อนข้างใหญ่และหยาบ
- ดินเหนียว มีขนาดอนุภาคเล็กมาก และเนื้อดินละเอียดมาก เนื้อดินแน่นอุ้มน้ำได้ดี
- ดินร่วน มีขนาดอนุภาคที่อยู่ระหว่างดินเหนียวและดินทราย อากาศและน้ำผ่านได้ดี
การใช้ประโยชน์จากดิน มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นได้ประโยชน์จากดิน ดังนี้
1. เป็นแหล่งของปัจจัยสี่ที่จำเป็นของมนุษย์ คือ แหล่งผลิตอาหาร หรือแหล่งเพาะปลูก เป็นที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งกำเนิดยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม
2. เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอื่น
3. เป็นแหล่งอาหารของพืชและสัตว์อื่น
4. เป็นแหล่งค้ำจุนลำต้นพืช
5. เป็นแหล่งของแร่ธาตุต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น แร่เหล็ก ดีบุก
6. เป็นแหล่งทำการเกษตรและอุตสาหกรรม
7. เป็นที่รองรับของเสียและสิ่งของที่มนุษย์ไม่ต้องการ และเป็นที่ทับถมของซากพืชซากสัตว์
เมื่อประชากรมนุษย์เพิ่มมากขึ้น จึงมีความต้องการใช้ทรัพยากรเหล่านี้เพิ่มขึ้น เพื่อผลิตอาหาร เพื่อสร้าง ที่อยู่อาศัย เพื่อการพัฒนาทางด้านเกษตร และอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ เพิ่มขึ้น

มลภาวะของดิน
ในชีวิตประจำวันของคนเรามีการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย รวมทั้งของเสียที่เกิดจากกิจกรรมในบ้านเรือน เช่น ขยะมูลฝอย ภาชนะพลาสติก เศษแก้ว เศษโลหะ เศษเหล็ก กระดาษ ใบตอง นอกจากนี้การพัฒนาทางด้านเกษตรและอุตสาหกรรมยังทำให้เกิดของเสียและสารพิษที่ทิ้งลงดินอีกด้วย
การเลือกใช้ประโยชน์จากที่ดินให้เหมาะสมกับลักษณะดินเป็นการจัดการใช้ที่ดินให้ถูกต้องและได้ประโยชน์มากที่สุด
โดยการจำแนกที่ดินตามลักษณะความเหมาะสม ปัจจุบันการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อกิจกรรมต่างๆ เช่น การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และที่อยู่อาศัยไม่เหมาะสมกับสมรรถนะของที่ดิน โดยมีการนำที่ดินที่เหมาะกับการเกษตรมาทำเป็นที่อยู่อาศัย เป็นต้น ดังนั้นจึงควรจัดการจำแนกที่ดินให้เหมาะสมกับประโยชน์ที่จะใช้นอกจากนี้ควรจัดแบ่งพื้นที่ในการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การสร้างที่อยู่อาศัย และเขตโรงงานอุตสาหกรรมให้ได้สัดส่วน สมดุลกันและควรกำหนดเป็นแนวนโยบายของรัฐที่แน่นอน เช่น การกำหนดผังเมือง นโยบายการขยายเมือง เพื่อ มิให้กระทบกับพื้นที่เพาะปลูกที่กำลังลดน้อยลงทุกที และเพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศตามธรรมชาติให้สมดุล และควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม